วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ดัดในปัจจุบันกำลังมีบทบาททางเศรษฐกิจไม่น้อยเลย เพราะไม้ดัดจะทำให้เกิดความเจริญทางสายตาด้วยรูปร่างหน้าตาอิริยาบถของสัตว์ต่าง ๆ ที่ดัดจากต้นไม้ จะสังเกตได้ว่าตามถนนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมักจะตกแต่งด้วยไม้ดัดอย่างงดงาม มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ อาจจะเป็นนกยูงรำแพน-ช้างเลี้ยงลูก-กวาง-นกชนิดต่าง ๆ และที่บ้านของผู้มีอันจะกิน สถานที่ราชการและที่บ้านจัดสรร กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสถานที่เหล่านี้ไปแล้ว

ในฉบับนี้เราจะพูดเฉพาะขั้นตอนการเลี้ยง และชนิดของไม้ดัดเท่านั้น เนื่องจากหน้าหนังสือมีจำกัด

พรรณไม้ที่นิยมใช้ในการดัด

ชาฮกเกี้ยน เป็นพรรณไม้ที่ได้มาจากประเทศจีน ด้วยการนำเมล็ดเข้ามาเพาะ แต่จะเพาะได้ในฤดูหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

ชาปัตตาเวีย จะเป็นชาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่สามารถนำมาดัดเป็นโครงสร้างรูปสัตว์ได้สวยงามมากแต่ไม่ค่อยจะนิยมกันเท่าใด เนื่องจากจะเป็นอันตรายกับเด็กที่ซุกซน

ชาดัด คือต้นชาที่เป็นพันธุ์ใบใหญ่ ดังนั้นลำต้นจะโตเร็วกว่าชาฮกเกี้ยน แต่เมื่อดัดออกมาแล้วความสวยงามและความละเอียดจะสู้ชาฮกเกี้ยนไม่ได้

ชาด่าง ลักษณะจะคล้ายชาดัด และบางทีชาด่างนี้ก็สามารถกลายพันธุ์เปลี่ยนสีของใบได้ โดยเปลี่ยนจากสีด่างมาเป็นสีขาวและแซมด้วยสีเขียว

ไทรอังกฤษ เป็นพรรณไม่ที่สูงได้มากกว่า 10 เมตร ส่วนรายละเอียดของใบที่จะคลุมโครงสร้างนั้นจะสู้ชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ แต่ถ้าคนดัดมีความชำนาญมากก็สามารถทำออกมาได้สวยงามไม่แพ้ชนิดต่าง ๆ

อุปกรณ์ในการทำไม้ดัด…

กระถางขนาดต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นภาชนะในการรองรับโครงสร้างและปลูกเลี้ยงต้นไม้ที่นำมาดัดใส่กับโครงสร้าง

ลวดขนาดต่าง ๆ เพื่อใช้ในการทำโครงสร้างขนาดเล็ก ขนาดใหญ่นั้นอยู่ที่ความเหมาะสม อย่างกระถางเล็กที่ใช้ดินประมาณ 2 ปี๊บ จะใช้ลวดเบอร์ 18 ขนาด 4 ปี๊บ จะใช้ลวดเบอร์ 16 ขนาด 6 ปี๊บ ใช้ลวดเบอร์ 14 เป็นโครงสร้าง

คีมตัดเหล็ก จะใช้เพื่อการตัดและการดัดเหล็ก แต่ถ้าเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ต้องใช้ลวดเส้นใหญ่ไม่สามารถจะดัดได้ ต้องสร้างโครงสร้างด้วยการเชื่อม การเชื่อมเหล็กจะต้องให้เป็นไปตามภาพที่สเก๊ตช์ไว้

วิธีทำไม้ดัดในรูปต่าง ๆ…

1. ออกแบบโครงสร้างของชิ้นงานที่ต้องการจะทำออกมา ถ้าเป็นชิ้นงานสามารถสเก๊ตช์เท่าตัวจริงได้ก็ สเก๊ตช์แบบออกมาเท่าตัวจริงเลย อาจจะลงพื้นดินหรือลงปูนก็ได้

2. แบ่งการตัดโครงสร้างออกเป็น 2 ชิ้น คือซ้ายและขวา ซึ่งสองด้านจะต้องมีขนาดเท่ากันมากที่สุด รูปทรงจะได้ไม่บิดเบี้ยวซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากพอสมควร

3. นำต้นชาหรือต้นไม้อื่น ๆ ที่ต้องการปลูกในกระถาง ถ้าเป็นต้นชาก็จะดีแต่ต้องให้อายุได้ 3-4 เดือน จำนวนต้นที่จะปลูกขึ้นอยู่กับชิ้นงานที่จะทำ

4. จากนั้นเลี้ยงไปอีกประมาณ 6 เดือน ต้นชาจะเริ่มขึ้นตามโครงสร้างของงาน ในขั้นตอนการดัดจะต้องมีลวดเบอร์ 18 เข้ามาช่วยในการยึดกิ่งไม้กับโครง

5. อีกประมาณ 6 เดือน หรือจากที่เลี้ยงมาทั้งหมด 1 ปี ก็จะสามารถสานเส้นหรือดัดต้นไม้กับโครงสร้างได้เกือบเต็มต้น

6. ใช้เวลาประมาณ 2 ปีถึงจะสามารถเลี้ยงต้นชานั้นเต็มโครงสร้างงบและสามารถขายได้

การดูแลรักษา…

สำหรับการดูแลรักษาไม้ดัดประยุกต์ ในเรื่องความต้องการอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ ของต้นไม้ก็เหมือนการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ทั่วไป แต่ตามสูตรใส่ปุ๋ย 16-16-16 ทุก ๆ 15 วัน สาเหตุที่ใส่ปุ๋ยสูตรเฉพาะ 16 ก็เพื่อต้องการจะเร่งใบอย่างเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ก่อนที่จะคุยกันต่อไปในเรื่องต่างๆ ของไม้แคระหรือบอนไซ เรามาทำความรู้จักกับไม้ประเภทนี้กันจริงๆ จังๆ ให้มีความเข้าใจตรงกันเสียก่อนดีกว่า
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในส่วนของบทนำ คำว่าบอนไซเป็นภาษาญี่ปุ่น หมายถึง "ต้นไม้แคระ" ซึ่งก็หมายถึงว่า เป็นต้นไม้ที่ปกติจะมีขนาดสูงใหญ่ท่วมหัว เช่นตะโก มะขามเทศ ข่อย และอื่นๆ เราเอามาเลี้ยงในกระถางเล็กๆ บังคับไม่ให้ต้นโต แต่มีการดัดกิ่ง ตกแต่งลำต้น และกิ่งก้านให้มองดูเหมือนกับ เอาต้นไม้ใหญ่ๆ มาย่อส่วนลง โดยยังคงลักษณะรูปทรงเดิมของไม้นั้นๆ อยู่ และมิหนำซ้ำพอถึงฤดูกาล ที่ไม้ชนิดนั้นต้นใหญ่ๆ ออกดอกออกผล ไม้แคระของเราก็ควรจะมีดอกมีผลกับเขาด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นก็คงพอเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่า คำว่า"บอนไซ"เป็นคำรวม อันหมายถึงต้นไม้ทุกชนิด ที่เอามาทำให้เป็นไม้แคระ ไม่ใช่ชื่อของพันธุ์ไม้พันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ ที่ต้องแจงสี่เบี้ยกันตรงนี้ก่อนก็เพราะ เคยมีประสบการณ์มากับตัวเอง ผู้เขียนชอบเดินดูบอนไซแถวตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ วันหนึ่งกำลังเดินดูอยู่ฝั่งตรงข้ามองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรหรือที่รู้จักกันว่า "อตก." ก็เห็นคุณผู้หญิงที่เดินผ่านมา ชี้ให้เพื่อนดูต้นมะขามเทศที่ทำเป็นไม้แคระไว้ ก็เหมือนกับต้นมะขามเทศ ในรูปทางข้ายมือนี่แหละ พร้อมกับบอกว่า "นั่นไง...ต้นบอนไซ !" เพื่อนของเธอ ก้มลงไปดูจนใกล้แล้วบอกว่า "......นี่มันต้นมะขามเทศน่ะ" แต่คุณเธอยังยืนยันเสียงแข็งว่า"....ไม่ใช่หรอก... ต้นบอนไซต่างหาก ...มะขามเทศต้นแค่นี้มีที่ไหน..." ......... ฮา.... !

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552


ไม้ประดับโดยทั่วไปแล้วหมายถึงพันธุ์ไม้ที่มีความสวยงาม ผู้ปลูก ปลูกด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในแง่การประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน

ที่อยู่อาศัยสถานที่ทำงานเป็นหลักสำคัญ ให้ผู้ปลูกและผู้ได้สัมผัสและพบเห็นมีความสุขกายสุขใจ

ในด้านความสวยงามของพันธุ์ไม้ประดับ เนื่องจากส่วนต่างๆของพืชประกอบไปด้วย ราก ลำต้น ใบ ดอก และ ผล ดังนั้นที่กล่าวว่าพันธุ์ไม้

ประดับจะต้องมีความสวยงาม อาจมีผู้สงสัยว่าแล้วจะให้ส่วนไหนเป็นหลักในการพิจารณาว่างาม จึงมีการจำแนกไม้ประดับออกเป็นประเภทต่างๆ

ดังนี้
1. จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์

1.1 ไม้ดอกประดับ คือพันธุ์ไม้ที่มีดอกสวยงาม ดอกสีสวยสดใส ดอกบานพร้อมกันกระจายทั่วต้น และต่างจากไม้ตัดดอกตรงที่ไม้ดอกประดับ

ดอกจะไม่คงทนเพราะมีก้านดอกเล็กจึงตัดดอกออกจากต้นมาเก็บรักษาใช้งานไม่ได้ ตัวอย่างได้แก่ เฟื่องฟ้า พวงชมพู ผักบุ้งฝรั่ง สายหยุด เวอร์บีน่า ซัลเวีย ตะแบก หางนกยูง เป็นต้น

1.2 ไม้ใบ คือพันธุ์ไม้ที่มีใบสวยงาม รูปทรง สีสัน ผิวของใบ สวยงามสะดุดตา ไม่เน้นดอก ดอกอาจสวยด้วยหรือไม่สวยเลยก็ได้ ตัวอย่าง

เช่น โกสน บอนสี หมากผู้หมากเมีย เล็บครุฑ แสงจันทร์ ไอวี้ พลูด่าง เป็นต้น

1.3 ไม้ดัด-ไม้แคระ กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย พวกที่มีลำต้นสวยงาม หรือสวยทั้งดอก ใบ ลำต้น แต่ที่สำคัญเป็นพันธุ์ไม้ที่มีอายุยืน เพราะต้อง

ใช้เวลาในการปลูกเลี้ยงเพื่อดัดให้คงรูปทรงตามต้องการได้ เช่นสน ชวนชม ตะโก มะสัง ไทร เป็นต้น

1.4 ไม้ผลประดับ คือพันธุ์ไม้ที่มีผลสวยงามปลูกเพื่อดูความสวยงามของผล ผลจะทานได้หรือไม่ได้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เช่น ส้มจี๊ด

มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ หรือหนามแดง [มีผลสีแดงใสเมื่อสุกสีดำ ดูในรูปตัวอย่างหน้าต่อไป ] และในปัจจุบันนี้ได้มีการปรับปรุงพันธุ์ผักพวก

ฟัก แฟง บวบ นำ้เต้า ฟักทอง มีรูปร่างสีสันแปลงๆสวยงามปลูกเป็นไม้ประดับได้

* แต่บางตำรา จัดไม้ดัดไม้แคระไว้ในกลุ่มไม้ใบและไม่มีกลุ่มไม้ผล วงการไม้ประดับมีการเคลื่อนไหวก้าวหน้าอยู่เสมอประเภทของไม้

ประดับก็จะมีเพิ่มขึ้นได้ ตอนนี้อาจจะมีผู้จัดประเภทไม้รากสวยงามแล้วก็ได้เช่นม่านบาหลี

2. จำแนกตามลักษณะลำต้นและการเจริญเติบโต ได้แก่

2.1 ไม้คลุมดิน คือไม้ประดับที่มีลำต้นเตี้นเจริญเติบโตไปตามผิวดิน ใช้ปลูกเพิ่อปิดหน้าดินให้เรียบร้อยและเพื่มสีสรรสวยงามในการจัด

สวน เช่น ดาดตะกั่ว หนวดปลาดุก โคลงเคลง ผักเป็ด

2.2 ไม้พุ่ม คือไม้ประดับที่มีการเจริญแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มมีทั้งไม้ดอกและไม้ใบมีความสูงตั้งแต่ 1-3 ฟุต เช่น เข็ม โกสน เล็บครุฑ

โมก ชบา เป็นต้น

2.3 ไม้ยืนต้น คือไม้ประดับที่มีลำต้นสูง อาจแตกกิ่งก้านสาขาหรือไม่ก็ได้ อาจแตกกอหรือเป็นลำต้นเดี่ยว เช่น ปาล์มต่างๆ หมาก

แสงจันทร์ ตะแบก เหลืองปรีดิยาธร

2.4 ไม้เลื้อย คือไม้ประดับที่มีโครงสร้างของลำต้นขนาดเล็กแต่แตกกิ่งก้านมากมายจึงไม่สามารถทรงตัวอยู่เองตามลำพังได้ต้องอาศัย

สิ่งยึดเกาะ เช่น เล็บมือนาง ไก่ฟ้า พวงชมพู ม่านบาหลี เป็นต้น

3. จำแนกตามความต้องการสภาพแวดล้อมแสงแดด และความชื้น

3.1 ไม้กลางแจ้ง หมายถึงพันธุ์ไม้ที่ต้องการแสงแดดตลอดวันในการเจรฺิญเติบโต เหมาะที่จะใช้ปลูกประดับโดยการจัดสวนนอกอาคาร

3.2 ไม้ในร่ม หมายถึงพันธุ์ไม้ที่ไม่ต้องการแสงจัดหรือไม้ต้องการถูกแสงแดดโดยตรงในการเจริญเติบโต จึงควรใช้งานด้วยการปลูกเป็น

ไม้กระถางตั้งประดับภายในอาคาร หรือจัดสวนภายในอาคารในที่ร่มรำไร

3.3 ไม้นำ้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องการนำ้มาก คือต้องปลูกในนำ้กันเลย เช่น บัว กก สันตวา เป็นต้น

3.4 ไม้ทนแล้ง จะมีลักษณะเป็นไม้อวบนำ้ มีนำ้สะสมอยู่ในลำ้ต้นมากถ้าได้รับนำ้เข้าไปอีกอาจเน่าได้เพราะเกินความต้องการ เช่น

แคคตัส หริอ กระบองเพชร

3.5 ไม้ต้องการความชื้นสูง ไม่ต้องการนำ้แช่ขังแต่ต้องการความชื้น เช่น เฟิร์น บอนสี เป็นต้น

3.6 ไม้ที่ต้องการความชื้นปานกลาง ได้แก่ต้นไม้ส่วนใหญ่โดยทั่วไปที่เราปลูกเลี้ยงรดนำ้วันละครั้งก็พอถ้าอากาศไม่แห้ง และร้อนจนเกินไป



*ไม้ประดับหนึ่งชนิดจะจัดเข้าเป็นประเภทต่างๆได้หลายประเภท ตัวอย่างเช่น แสงจันทร์ จัดเป็นไม้ประดับประเภทไม้ใบ ยืนต้น เป็นไม้

กลางแจ้งต้องการความชื้นปานกลาง เล็บมือนางจัดเป็นไม้ประดับประเภทไม้ดอกประดับ ไม้เลื้อย กลางแจ้งความชื้นปานกลาง เ
ป็นต้น