วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
การเพาะถั่วงอกตัดราก
1.ท่อปูนซีเมนต์50x50
2.กระสอบป่าน
3.ตะแกรงกว้างxยาว 4-5 มิลเมตร
4.ผ้าสักหลาดสีดำ
ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการเพาะถั่วงอก : 1. เมล็ดพันธุ์ถั่วต้องดี มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง สายพันธุ์ถั่วเขียวที่คุณนิมิตแนะนำคือ สายพันธุ์ “กำแพงแสน2” เนื่องจากเป็นถั่วเขียวผิวมนเมล็ดใหญ่ มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงทำให้ถั่วงอกที่เพาะออกมา ต้นโต ยาว อวบอ้วน น่ารับประทาน2. ภาชนะที่เพาะต้องทึบแสง มีการระบายน้ำดี เช่น การเพาะถั่วงอกในตะกร้า ก็เอาถุงดำมาคลุมแล้วไว้ในห้องที่มืด หรือเพาะในวงบ่อซีเมนต์ที่ปิดปากบ่อให้มืด เป็นต้น3. มีการให้น้ำอย่างเหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้ถั่วงอกที่เพาะไม่เกิดความร้อนที่สะสมมากเกินไป วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่ามีความร้อนสะสมหรือไม่โดยให้ผู้เพาะใช้มือสัมผัสเมล็ดถั่วเขียวชั้นบนสุดว่ารู้สึกร้อนหรือไม่ และการให้น้ำแต่ละครั้งจะต้องไม่มีไอจากความร้อนขึ้นมาเพาะถ้าตะกร้าหรือวงบ่อที่เพาะถั่วงอกมีความร้อนสะสมมากไป ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอกจะทำให้ลำต้นเล็กไม่อวบอ้วนจะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก ทำให้ไม่น่ารับประทาน***เมื่อเข้าใจหลัก 3 ประการเบื้องต้นแล้ว “เกษตรกรและผู้สนใจควรเริ่มต้นการเพาะถั่วงอกตัดรากแบบใช้ตะกร้าพลาสติกเป็นภาชนะเพื่อให้เกิดความชำนาญก่อนเป็นอันดับแรก” เกษตรกรจะเกิดขบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่เริ่มเตรียมอุปกรณ์จนตัดรากถั่วงอกเพื่อจำหน่าย เมื่อเกิดความชำนาญในการเพาะถั่วงอกตัดรากมีตลาดเข้ามาก็สามารถขยายกำลังผลิตได้ไม่ยาก อุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนการเพาะถั่วงอกตัดรากในวงบ่อซีเมนต์ :
อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดถั่วงอก : 1. มีดด้ามยาว เอาไว้ตัดตัวงอกเมื่ออายุได้ 3 วันแล้ว2. กะละมังใบใหญ่ เอาไว้เวลาตัดถั่วงอกลงล้าง3. ตะแกรงห่างเอาไว้ชอนถั่วงอกใส่ตะกร้า4. ตะกร้า หลังจากที่ทำการตัดรากลงในกะละมังน้ำเพื่อล้าง แล้วชอนถั่วงอกลงตะกร้าเพื่อผึ่งลมให้แห้ง และเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุถุงและการเก็บรักษา5. ขั้นตอนการบรรจุถุงและการเก็บรักษา นับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ เมื่อต้นถั่วงอกสะเด็ดน้ำแล้วให้รีบเอาไปบรรจุลงถุงพลาสติกทันที มัดปากถุงให้แน่น เหตุผลที่ต้องรีบบรรจุถั่วงอกลงถุงพลาสติกให้เร็วที่สุดเพราะถ้าปล่อยให้ถั่วงอกสัมผัสอากาศนาน ๆ ต้นถั่วงอกจะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีเหลืองแล้วจะคล้ำดำในที่สุด ตลาดไม่ต้องการหรือนำไปประกอบอาหาร ถั่วงอกแบบอินทรีย์นี้สามารถเก็บได้นานถึง 7- 10 วันโดยไม่เหลือง และยังคงความสด และกรอบเหมือนใหม่ ๆ แต่จะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
ปัจจุบันการที่จะมีบ้านในพื้นที่มาก ๆ เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะราคาที่ดินนับวันจะสูงขึ้น ๆ ที่อยู่อาศัยจึงถูก สร้างขึ้นในรูป ตึกแถว (townhouse) หรืออาคารชุด (condomenium) โอกาสที่จะทำสวนสวย ๆ บนพื้นที่จึงเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามใน อาคารดังกล่าวข้างต้น ก็มีพื้นที่ที่จะจัดสวนได้ เพราะอาคารส่วนใหญ่มักจะมีดาดฟ้าชั้นบนสุด เป็นพื้นที่โล่ง แม้แต่อาคารชุดก็จะมีระเบียง (balcony) ที่จะจัดตกแต่งได้เช่นกัน
พื้นที่บนดาดฟ้า อาจจะแบ่งเป็นส่วน ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำห้องพักผ่อน ห้องทำงาน บริเวณตากผ้า และบริเวณที่จะตกแต่งเป็นที่พักผ่อนภายนอก ซึ่งการจัดแบ่งพื้นที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งพิจารณาว่าจะจัดสวนลงในพื้นที่หรือจัดสวโดยใช้ไม้กระถางตกแต่ง น้ำหนักของสวนจะต้องพอเหมาะกับ โครงสร้างของตัว อาคาร ถ้าหากอาคารไม่ได้คำนวณเผื่อไว้สำหรับการจัดสวนด้วย ก็ควรจะหลีกเลี่ยง การจัดสวน ที่ใช้องค์ประกอบ ในการจัด ซึ่งหนักเกินไป นอกจากนี้จะต้องพิจารณาถึงทางระบายน้ำเมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ มีเหตุเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อรดน้ำต้นไม้บนดาดฟ้า แล้วน้ำไหลลงมา รบกวนคนอยู่ข้างล่าง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง
รูปแบบของการจัดสวนบนดาดฟ้าจะต้องพิจารณาถึงความเรียบง่ายทั้งการก่อสร้างและการดูแลรักษา พรรณไม้ที่เลือกใช้ ควรเป็นไม้ที่ชอบอากาศร้อนทนลม และทนแล้งได้พอสมควรรวมถึงต้องสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่จำกัด เช่น ในกระบะ หรือในกระถาง
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552
2. สวนป่า โดยส่วนใหญ่จะเป็นสวนของพระเจ้าแผ่นดิน จะมีการปลูกไม้นานาชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ ไว้ในสวน ในสมัยสุโขทัยจะมีสวนในรูปแบบนี้ ชื่อ “อรัญญิก” ในสมัยอยุธยา คือ “สวนหลวงสบสวรรค์” ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ “สวนสราญรมย์” ซึ่งตั้งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน
3. สวนไม้ดัด เป็นสวนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความงดงามไม่แพ้บอนไซของญี่ปุ่น สวนไม้ดัดไทยนี้จะต้องใช้ความอดทน ความพยายามและมีใจรักในงานศิลปะ จึงจะสามารถปลูกไม้ดัดให้มีรูปทรงสวยงามได้ โดยไม้ดัดดังกล่าวเกิดจากการนำต้นไม้ เช่น ตะโก ข่อย มะขาม มะนาวเทศ ชาและโมกข์ มาปลูกในกระถาง เลี้ยงโดยให้อาหารและน้ำน้อย ๆ จากนั้นก็ตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มตามต้องการ
4. สวนสมุนไพร ส่วนใหญ่จะปลูกในวัด ซึ่งเป็นที่รวมของศิลปะวิทยาการต่าง ๆ เช่น วัดโพธิ์ท่าเตียน ที่มีการปลูกสมุนไพรในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ พร้อมแผ่นจารึกตำรายา
5. สวนน้ำ ในสมัยก่อนตามเขตหัวเมืองต่าง ๆ เมื่อมีการสร้างบ้าน ถ้าไม่ได้อยู่ริมน้ำก็จะมีการขุดสระน้ำ คู บ่อ สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยจะมีการปลูกบัวไว้เพื่อช่วยกรองน้ำให้ใส เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและยังเก็บสายบัวมาทำเป็นอาหารได้อีกด้วย ปัจจุบันจึงมีการประยุกต์นำสวนน้ำมาตกแต่งบ้านเรือน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับบ้าน
6. สวนบนเรือน จะนำไม้มาปลูกในกระถาง เช่น ไม้ดัด ไม้แคระ ฯลฯ จากนั้นนำมาตั้งบนเรือนตามปากประตูนอกชาน บางทีก็มีการทำแคร่ไม้เป็นชั้น ๆ เหมือนขั้นบันได ลดหลั่นกัน เพื่อวางกระถางต้นไม้ประดับบนชานเรือน
7. สวนไม้ใหญ่ เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของสวนไทยที่ต้องมีการปลูกไม้ใหญ่ เช่น โพธิ์ กระทิง ลั่นทม โดยจะพบสวนแบบนี้ตามลานวัดเพื่อให้ร่มเงา โดยอาจมีการนำตุ๊กตาดินปั้นที่แสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คนมาตั้งประดับเพิ่มเติม
8. สวนสากล เป็นลักษณะของสวนไทยในปัจจุบันที่รวบรวมเอาสวนของประเทศต่าง ๆ เช่น สวนญี่ปุ่น สวนจีน สวนอังกฤษหรือสวนฝรั่งเศส เข้าไว้ในสวนเดียวกัน โดยมีการแบ่งแยกการตกแต่งออกเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน
จะเห็นได้ว่า ลักษณะของสวนไทยทั้ง 8 แบบนั้น มีความ เหมาะสมกับภูมิประเทศและภูมิอากาศของเมืองไทยเป็นอย่างดี ถ้านำสวน แบบต่าง ๆ นี้มาประยุกต์จัดตกแต่งในบ้าน นอกจากจะให้ความสดชื่นร่มเย็น ยังสามารถเก็บดอกเก็บผลมาใช้ประโยชน์ได้อีก
